thai language | English language

A- A A+

ชื่อองค์ความรู้  เรื่อง การตรวจประเมินสมรรถนะระบบงานสัตวแพทย์บริการและสุขภาพสัตว์ของประเทศไทย โดยองค์การสุขภาพสัตว์โลก

Performance of Veterinary Service in Thailand (PVS)

               โดยภาพรวมประเทศไทยมีระบบงานสัตวแพทย์บริการและสุขภาพสัตว์ (Veterinary Service) ที่เข้มแข็ง และมีมาตรฐานโดยเฉพาะในด้านระบบการผลิตและควบคุมโรคสัตว์ปีกเพื่อการส่งออก   จากประสบการณ์การระบาดของไข้หวัดนกที่ผ่านมา ทำให้ระบบงานสัตวแพทย์บริการและสุขภาพสัตว์ของประเทศไทย มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว การนำระบบ Good Agricultural Practice (GAP) สำหรับฟาร์มปศุสัตว์ และ Good Manufacturing Practice (GMP) สำหรับการผลิตสินค้าปศุสัตว์ เป็นแนวทางที่ดีและต้องดำเนินการขยายเพิ่มขึ้นให้คลอบคลุมทุกชนิดสัตว์ในประเทศไทย อีกทั้งประเทศไทยมีระบบการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ที่ดี ซึ่งได้พัฒนาระบบ e-movement อย่างไรก็ตามประเทศไทยก็ยังคงมีจุดอ่อนที่สำคัญ อาทิ

                              1. ไม่มีนายสัตวแพทย์ (Veterinarians) ที่เพียงพอ ที่จะทำงานในระดับอำเภอ ทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน

                              2. โรงฆ่าสัตว์ในระดับจังหวัดและอำเภอ ไม่มีนายสัตวแพทย์ควบคุมขั้นตอนการฆ่าสัตว์และตรวจโรคสัตว์

                              3. ไม่มีการควบคุมการใช้ยาสัตว์ที่ดีพอ เกษตรกรสามารถซื้อยาได้เอง โดยไม่มีใบสั่งยา หรือคำแนะนำของสัตวแพทย์ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหายาสัตว์ตกค้างในผลิตภัณฑ์สัตว์ และปัญหาการดื้อยาในคนต่อไป

                              4. ความเป็นอิสระทางวิชาการ (Technical independence) ควรปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น

       การตรวจประเมินสมรรถนะระบบงานสัตวแพทย์บริการและสุขภาพสัตว์ในประเทศไทย โดยคณะผู้เชี่ยวชาญ OIE PVS ระหว่างวันที่ 15-30 มีนาคม 2555 (ครั้งที่ 1) มีการตรวจประเมินใน 4 องค์ประกอบหลัก คือ

                               1. ทรัพยากรบุคคล โครงสร้างพื้นฐาน และงบประมาณ ที่เกี่ยวข้องกับงานสัตวแพทย์บริการและสุขภาพสัตว์ (Human, Physical and Financial Resource)

                               2. บทบาท หน้าที่ อำนาจ และขีดความสามารถในด้านวิชาการ (Technical Authority and Capability)

                               3. การมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (Interaction with Stakeholders)

                               4. การเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ (Access to Markets)

โดยผลสรุปการตรวจประเมินเบื้องต้น

1. ด้านทรัพยากรบุคคล โครงสร้างพื้นฐาน และงบประมาณ ที่เกี่ยวข้องกับงานสัตวแพทย์บริการและสุขภาพสัตว์ (Human, Physical and Financial Resource)

จุดแข็ง

  • §มีระบบการศึกษาสัตวแพทยศาสตร์ ที่มีมาตรฐานที่ดี มีระบบการศึกษาต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ
  • §มีทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานของระบบงานสัตวแพทย์บริการที่ดี ทั้งส่วนกลาง เขต และจังหวัด รวมทั้งห้องปฏิบัติการวินิจฉัยโรค
  • §มีสายการบังคับบัญชา และการประสานงานที่ดี ทั้งภายในและภายนอกองค์กร
  • §มีระบบการวางแผนงาน และงบประมาณที่ดี รวมทั้งการตอบสนองในกรณีสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือภัยพิบัติ และมีระบบการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกร

จุดอ่อน

  • §จำนวนนายสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ในระดับอำเภอไม่มีเพียงพอ ที่จะทำงานในพื้นที่
  • §ไม่มีนายสัตวแพทย์ที่ทำงานในโรงฆ่าสัตว์อย่างเพียงพอ เพื่อทำหน้าที่ตรวจโรคสัตว์
  • §ขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในระดับอำเภอและตำบล ควรปรับปรุง
  • §ต้องมีความชัดเจนในบทบาท หน้าที่ความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน นายสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่อื่น และปศุสัตว์ตำบล ทั้งในระดับอำเภอ และตำบล

2. บทบาท หน้าที่ อำนาจ และขีดความสามารถในด้านวิชาการ (Technical Authority and Capability)

จุดแข็ง

  • §ระบบห้องปฏิบัติการ ทั้งด้านสุขภาพสัตว์ (animal health) และความปลอดภัยอาหาร (food safety) มีการดำเนินงานที่ดี มีความเข้มแข็ง และมีการประสานงานที่ดี  และมีมาตรฐานในระดับที่น่าพอใจ และได้รับการรับรอง ISO
  • §มีระบบการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ที่ก้าวหน้า ทั้งการเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ และภายในประเทศ
  • §มีแผนการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนก และการตอบสนองในการควบคุมโรคที่ดี
  • §มีแผนการควบคุมโรคปากและเท้าเปื่อย และโรคพิษสุนัขบ้าที่น่าพอใจ
  • §มีการดำเนินงานด้าน GAP, GMP และ การรับรอง ร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์อนามัยอย่างเป็นระบบ
  • §มีการดำเนินงานตรวจสอบสารตกค้างที่ดี โดยเฉพาะ เพื่อการส่งออก
  • §มีการพัฒนาด้านมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมส่งออกไก่

 

จุดอ่อน

  • §ขาดแคลนนายสัตวแพทย์ และเจ้าหน้าที่ที่ทำงาน ด้านสุขภาพสัตว์ ให้แก่เกษตรกรรายย่อยในระดับอำเภอ และขาดแคลนสัตวแพทย์ที่มีความชำนาญด้านสัตว์ใหญ่ (bovine medicine) เช่น ด้านโคนม เป็นต้น
  • §ขาดแคลนนายสัตวแพทย์ในการให้คำแนะนำ กำกับและควบคุมการซื้อยา และใช้ยาของเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันไม่มีการควบคุมการใช้ยาโดยสัตวแพทย์ เกษตรกรสามารถซื้อยาได้เอง
  • §การควบคุมโรคจะมีประโยชน์และประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หากดำเนินการบนพื้นฐานหลักการทางวิทยาศาสตร์ และการวิเคราะห์ความเสี่ยง เช่น พิจารณาความเสี่ยงระดับหมู่บ้านในการใช้ยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม และ การควบคุมสุนัขจรจัด
  • §การระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อยที่เกิดขึ้นใน ประเทศไทย ควรมีการพิจารณาตรวจสอบ ในส่วนที่เกี่ยวกับ การควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ และประสิทธิภาพการฉีดวัคซีน

       3. การมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (Interaction with Stakeholders)

จุดแข็ง

  • §มีการสื่อสาร และระบบการสื่อสารด้านสุขภาพสัตว์ ที่ทันสมัย โดยเฉพาะโรคไข้หวัดนก และโรคพิษสุนัขบ้า รวมทั้งมีการใช้สื่อต่างๆ ในการให้ความรู้ หรือแจ้งข่าวสารแก่ประชาชนทั่วไป
  • §มีการประสานงาน และการร่วมประชุมหารือที่ดี กับภาคเอกชนและสัตวแพทย์ภาคเอกชน
  • §เป็นตัวอย่างที่ดี ของการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน กับ ภาครัฐ (Public-private partnership) อาทิ การนำแนวทาง GAP และ GMP มาใช้
  • §มีกฎระเบียบ และการควบคุมนายสัตวแพทย์ที่เข้มแข็ง และมาตรฐานการศึกษาสัตวแพทย์ที่ดี โดย สัตวแพทยสภา เป็นหน่วยงานกำกับดูแล

จุดอ่อน

  • §บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ควรให้การสนับสนุนทางการเงินเพิ่มมากขึ้น ในการนำแนวทาง GAP และ GMP ไปปฏิบัติ รวมทั้งห้องปฏิบัติการต่างๆ ของภาคเอกชน ซึ่งจะได้ขยายผลไปสู่การให้บริการแก่เกษตรกรรายย่อย
  • §ควรพิจารณาการมอบอำนาจให้สัตวแพทย์เอกชน ทำหน้าที่และให้บริการด้านสุขภาพสัตว์ต่างๆ แก่เกษตรกรรายย่อย เพิ่มมากขึ้น 
  • §สัตวแพทยสภา ยังมีจุดอ่อนในระบบควบคุมเจ้าหน้าที่สัตวแพทยประกาศนียบัตร และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ระดับตำบล

      4. การเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ (Access to Markets)

จุดแข็ง

  • §มีการสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐที่เข้มแข็ง ในเรื่องการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก รวมทั้งการออกใบรับรองสุขภาพสัตว์เพื่อส่งออก
  • §โดยภาพรวม สัตวแพทย์มีอำนาจทางกฎหมายที่ดี
  • §มีระบบโซนนิ่ง สำหรับโรคปากและเท้าเปื่อย และ ระบบคอมพาร์ตเมนทัลไลเซชั่น สำหรับโรคไข้หวัดนกที่ดี
  • §มีขีดความสามารถในการเจรจาตามหลักสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) กับประเทศคู่ค้า อย่างเท่าเทียมกัน

จุดอ่อน

  • §ควรจะเพิ่มการมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือได้รับผลกระทบกับ กฎหมาย และกฎระเบียบด้านสัตวแพทย์หรือปศุสัตว์ต่างๆ

การดำเนินการต่อไป

 (Follow up of the evaluation)

1. ขอให้ OIE เดินทางมาเพื่อวิเคราะห์ PSV GAP Analysis ภายในต้นปี ๒๕๕๗  โดยในขั้นตอนนี้ ประเทศไทยสามารถแจ้งความจำนงต่อ OIE เพื่อขอรับการวิเคราะห์จุดอ่อน-จุดแข็ง (GAP Analysis) และแนวทางการปรับปรุงข้อบกพร่อง จากผู้เชี่ยวชาญของ OIE  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวทาง PVS Pathway

2. ขอให้ OIE แจ้งผลการตรวจประเมินให้กระทรวงและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น  กระทรวงสาธารณสุข  กระทรวงทรัพยากรธรราติและสิ่งแวดล้อม  สำนักงาน ก.พ.  สำนักงบประมาณ  สำนักงานคณะกรรมการ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทราบต่อไป เพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนาระบบงานสัตวแพทย์บริการและสุขภาพสัตว์ของประเทศไทย

3. กรมปศุสัตว์ ใช้คำแนะนำต่างๆ มาปรับปรุงพัฒนางานปศุสัตว์และระบบสัตวแพทย์บริการของประเทศไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitivenes) ของประเทศและภาคปศุสัตว์ในตลาดโลกต่อไป

ในปี 2557 OIE ประเมินว่ามีกิจกรรมอะไรบ้างที่ต้องปรับปรุง และกิจกรรมใดควรทำเป็นกิจกรรมหลัก ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ประมวลมาจากการตรวจประเมินครั้งที่แล้ว ปี 2555

วิธีการดำเนินการวิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อน คือมากำหนดวัตถุประสงค์ว่าเป้าหมายหลักของประเทศไทย คืออะไร ความคาดหวังอะไรในอีก 5 ปีข้างหน้า พิจารณาว่าองค์กรมีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องอย่างไร การเชื่อมโยงกิจกรรมในพื้นที่เป็นอย่างไร และต้องมีการปรับปรุงแผนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ผู้เชียวชาญ OIE ได้แนะนำยุทธศาสตร์ที่กรมปศุสัตว์ควรปรับปรุงเพื่อพัฒนาระบบสัตวแพทย์บริการ แนะนำกิจกรรมต่างๆเพื่อให้บรรลุในแต่ละยุทธศาสตร์ ทั้งนี้ ผชช OIE ยังต้องวิเคราะห์ในรายละเอียดงบประมาณ จำนวนบุคลากรในแต่ละกิจกรรมที่เหมาะสม เพื่อให้ประเทศไทยนำไปใช้ประโยชน์ได้

ยุทธศาสตร์ของการบริการด้านสัตวแพทย์

1. การพัฒนาด้านการปศุสัตว์ (livestock production)

      - ขยายตลาดการส่งออก สุกร ไก่

      - เพิ่มการผลิต วัวเนื้อ วัวนม แพะ แกะ ภายในประเทศให้เพียงพอ แทนการนำเข้า

      - ปรับปรุงวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่

2. การค้า (trade)

     - พัฒนาระบบ sanitary ในการป้องกันความเสี่ยงเมื่อมีการนำเข้าปศุสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์

3. สุขภาพสัตว์ (Animal health)

    - พัฒนา field vet network ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่

    - เพิ่มประสิทธิภาพของ National program ที่สำคัญๆ เช่น FMD AI/ND Rabies Bru/TB CSF/PRRS

4. สัตวแพทย์สาธารณสุข (Veterinary public health)

   - พัฒนามาตรฐานสุขอนามัยทั้งตลาดส่งออกและภายในประเทศให้เท่าเทียมกัน

   - ให้สัตว์แพทย์เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการควบคุมยาสัตว์ (การขึ้นทะเบียน จดทะเบียน การใช้ยา) โดยเฉพาะในเกษตรกรรายย่อย

5. การจัดการระบบสัตวแพทย์บริการ (Veterinary service management)

   - เพิ่มการวิเคราะห์ความเสี่ยงของแต่ละกิจกรรมให้มีความคุ้มค่ามากขึ้น อะไรคือความเหมาะสม อะไรคือสิ่งจำเป็น

   - กรมปศุสัตว์ สัตวแพทยสมาคม สัตวแพทยสภา และมหาวิทยาลัยควรพัฒนาบุคลากรร่วมกัน (ไม่เพียงแต่สัตวแพทย์ แต่รวมถึงบุคคลากรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสัตว์ด้วย)

    - ให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทและส่วนร่วมทั้งในกิจกรรมต่างๆ และรับภาระค่าใช้จ่ายอื่นๆ

    - พัฒนาความเชื่อมโยงของระบบฐานข้อมูลสัตวแพทย์ในระบบ electronic ต่างๆ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น

              โดยภาพรวมระบบสัตวแพทย์บริการดำเนินการได้ดีและมีประสิทธิภาพ ควรมีการถ่ายโอยนภารกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น และต้องมีการปรับปรุงพัฒนาแผนกิจกรรมที่ทำมาอยู่แล้วให้เหมาะสม พัฒนาระบบ/เครื่องมือเพื่อให้มีการติดตามระบบการบริการทางสัตวแพทย์ให้ดียิ่งขึ้น (Veterinary service information system)