thai language | English language

A- A A+

โรคบรูเซลโลสิส (Brucellosis) ในแพะ-แกะ
สัตวแพทย์หญิงมนยา เอกทัตร์
หัวหน้ากลุ่มอิมมูนและซีรัมวิทยา สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ


สาเหตุ
เชื้อแบคทีเรีย กรัมลบ ชนิด intracellar ชื่อ Brucella melitensis

ระบาดวิทยา
บรูเซลโลสิสในแพะมีสาเหตุจาก B. melitensis แหล่งรังโรคคือ สัตว์ที่แท้งลูกพร้อมลูกสัตว์ สารคัดหลั่งต่างๆจากสัตว์ที่แท้ง จะทำให้บริเวณเลี้ยงสัตว์นั้นปนเปื้อน การแพร่โรคจากฝูงหนึ่งไปอีกฝูง

หนึ่งโดยมากเกิดจากการเคลื่อนย้ายสัตว์เป็นโรคที่ตั้งท้อง หรือ จากนำสัตว์พ่อพันธุ์เข้าฝูง หรือบางครั้งอาจจะแพร่โรคโดยสุนัข โดยการกัด-แทะ และเคลื่อนย้ายซากลูกสัตว์ที่เป็นโรคไปตามที่ต่างๆ

เชื้อบรูเซลลา
ถูกขับออกมาในน้ำนมได้นานเป็นปีหรือมากกว่า หลังจากสัตว์แท้งลูกสัตว์จะปล่อยเชื้อออกมาเป็นจำนวนมากในมดลูก สารคัดหลั่งที่ออกมาจากมดลูก และปัสสาวะ เป็นระยะ 1 - 3 วันหลังคลอด

และจะปล่อยเชื้อได้นาน 4 - 6 เดือน ในสัตว์ที่ไม่ตั้งท้องจะเข้าสู่ระยะเรื้อรัง จะเป็นตัวอมโรคและแพร่โรคได้ ส่วนตัวผู้มักพบอัณฑะอักเสบ

การติดต่อในสัตว์
• การกิน
• สัมผัสโดยตรงกับเนื้อเยื่อ / สารคัดหลั่งจากสัตว์ที่เป็นโรคทั้งแม่-ลูก
• การผสมพันธุ์
• การหายใจ

ระยะฟักตัว
7 - 21 วัน อาจถึงหลายเดือน(ขึ้นอยู่กับปริมาณของเชื้อ)

อาการในสัตว์
สัตว์ที่ตั้งท้องจะแท้งลูก ในรายที่ปริมาณของเชื้อมีน้อยอาจจะไม่พบการแท้งลูก เต้านมอักเสบ น้ำนมลด แพะเมื่อแท้งลูกแล้วในระยะหลังมักจะไม่พบการแท้งลูก

การวินิจฉัยและชันสูตรโรคในสัตว์
• ตรวจทางซีรัมวิทยา : การคัดกรองเบื้องต้น
- Rose bengal test (RBT) ทราบผลภายใน 10 นาที
- Indirect ELISA ทราบผลภายใน 4 ชั่วโมง
- Complement fixation test (CFT) ใช้เวลาประมาณ 3 - 4 วัน
• การเพาะแยกเชื้อจากตัวอย่างเนื้อเยื่อ /อวัยวะภายใน/ น้ำนม / เลือด / สารคัดหลั่ง (1 - 2 เดือน)

การทดสอบทางซีรัมวิทยาเพื่อตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อ Brucella melitensis ในแพะ แกะ ด้วยวิธี Rose bengal test (RBT)
การทดสอบโรคโดยวิธีนี้เป็นการคัดกรองโรคเบื้องต้น ใช้ในการทดสอบรายตัว
อุปกรณ์
1. แผ่นกระจกแบ่งเป็นช่องสี่เหลี่ยมขนาด 1-1.5 ตารางนิ้ว หรือแผ่นพลาสติกสีขาว
2. ไมโครไปเปต ที่สามารถปรับปริมาตรได้ในช่วง 25 , 75 ไมโครลิตร
3. ซีรัม (ซีรัมทดสอบ และซีรัมควบคุมบวกและลบ)
4. แอนติเจน Rose bengal (สำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ กรมปศุสัตว์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา)
วิธีการ
1. นำซีรัมและแอนติเจนวางทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องก่อนการทดสอบ (ประมาณ 30 นาที)
2. หยดซีรัม 75 ไมโครลิตร ลงบนแผ่นกระจก
3. เขย่าแอนติเจนให้เข้ากันดี แล้วหยดแอนติเจน 25 - 30 ไมโครลิตร ลงข้างๆ ซีรัม
4. คนให้เข้ากันเป็นวงกลมมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร โดยใช้แท่งพลาสติกหรือแท่งแก้วหรือไม้จิ้มฟัน
5. เอียงกระจกไป - มา เพื่อให้แอนติเจนและซีรัมผสมเข้ากันและสังเกตปฏิกิริยา
6. อ่านผล เมื่อครบ 4 นาที (โปรดตรวจสอบผลเมื่อครบ 5 และ 6 นาทีประกอบด้วย)
การให้คะแนนและการแปลผล
O = ไม่มีการจับกลุ่ม (no agglutination)
+1 = มีการจับกลุ่มน้อยมาก (barely precipitible agglutination) โดยสังเกตจากขอบๆวงกลม
+2 = มีการจับกลุ่มน้อย (fine agglutination)
+3 = มีการจับกลุ่มชัด ( coarse agglutination )
+4 = มีการจับกลุ่มชัดเจนมาก ( clearly coarse agglutination )
ตัวอย่างซีรัมที่อ่านผล +1, +2, +3 และ +4 ถือเป็น positive ต่อการทดสอบเบื้องต้นโดยวิธี RBT
alt
ตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ
1. ซีรัม
2. น้ำนม
3. เลือดที่มีสารกันเลือดแข็งตัว (whole blood)
4. ลูกสัตว์ที่แท้ง : น้ำในกระเพาะ ปอด ตับ ม้าม ไต สมอง
5. ตัวอย่างเนื้อเยื่อต่างๆ : ต่อมน้ำเหลือง ม้าม ตับ ไต

เก็บตัวอย่างใส่ภาชนะ / ถุงพลาสติกชนิดสำหรับใส่ของที่เย็น ที่สะอาดปิดให้มิดชิดไม่ให้รั่วไหล แช่เย็น และนำส่งห้องปฏิบัติการ พร้อมด้วยประวัติสัตว์
การแท้งลูก เป็นการบ่งชี้การติดโรคในฟาร์มแพะ การตรวจทางซีรัมวิทยา เป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้ตรวจโรคในฝูงสัตว์ที่สงสัย
การควบคุมและการกำจัดโรคยังคงเป็นปัญหา เนื่องจากแต่ละวิธีมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันไปจึงไม่สามารถใช้วิธีทดสอบวิธีเดียว จึงต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน เพื่อคัดแยกสัตว์ที่เป็นโรค ออกจากฝูงได้

โดยสมบูรณ์

การป้องกันและการควบคุมโรค
• การควบคุมโรคโดยใช้วิธีการตรวจทางซีรัมวิทยาและทำลายสัตว์ ในหลายประเทศประสบความสำเร็จ แต่ทำได้ยากในกรณีที่ไม่มีเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ที่ชัดเจน
• การใช้วัคซีน ปัจจุบันมีวัคซีน 2 ชนิด คือ H 38 และ Rev. 1
H 38 : เป็นวัคซีนเชื้อตาย B. melitensis ให้การคุ้มโรคดี ใช้ได้ในสัตว์ที่ตั้งท้องและกำลังให้นม ข้อเสีย มีผลต่อการแปลผลการตรวจโรคทางซีรั่มวิทยาและผิวหนังบริเวณที่ฉีดยาจะมีรอย
Rev. 1 : เป็นวัคซีนเชื้อเป็นชนิดอ่อนกำลังฉีดในสัตว์อายุ 4-6 เดือน และสัตว์ที่ไม่ตั้งท้องให้การคุ้มโรคนาน ข้อเสีย คือ มีผลต่อการแปลผลการตรวจโรคทางซีรัมวิทยา ทำให้แพะที่ตั้งท้อง แท้งลูก เชื้อ B.

melitensis ในวัคซีนจะถูกขับออกมาทางน้ำนมได้ อาจลดปัญหาลงได้โดยใช้วัคซีนปริมาณลดลงและให้วัคซีนทางเยื่อบุตา แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากวัคซีนเป็นชนิดเชื้อเป็น จะทำให้เป็นอันตรายต่อ

คนได้และอาจปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

การรักษาในสัตว์
ไม่แนะนำให้รักษาโรคนี้ในสัตว์ เนื่องจากจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยของอาหาร

ข้อควรปฏิบัติในการนำสัตว์เข้าทดแทนในฟาร์ม
ทดสอบโรคก่อนซื้อสัตว์ และ ทดสอบในคอกกักกันติดต่อกันอีก 2 ครั้ง (รวม 3 ครั้ง อย่างต่อเนื่องก่อนการนำเข้าฟาร์มร่วมฝูงโดยห่างกันครั้งละ 1 เดือน)

ความทนของเชื้อ Brucella melitensis
• พื้นดินแห้งที่ 18 องศาเซลเซียส : 69 - 72 วัน
• พื้นดินเปียก : 7 วัน
• พื้นไม้ / ผนังไม้ (เย็น) : 4 เดือน
• แสงแดด : 4 - 5 ชั่วโมง
• ผลิตภัณฑ์
น้ำนม ที่ 4 องศาเซลเซียส : ประมาณ 6 สัปดาห์ หรือ มากกว่า
ครีม ที่ 4 องศาเซลเซียส : ประมาณ 4 สัปดาห์
เนยแข็ง : ประมาณ 15 - 100 วัน

การติดต่อระหว่างสัตว์และคน
- ดื่มน้ำนมดิบที่ไม่ผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรส์ที่สมบูรณ์
- สัมผัสโดยตรง ผ่านทางเยื่อชุ่ม / ผิวหนังที่เป็นแผล
- หายใจ (โอกาสน้อยมาก)
- ระหว่างคนต่อคน (ยากมาก)

อาการในคน : พบอาการต่างๆดังนี้
- ปวดศีรษะ
- อ่อนเพลีย
- ปวดตามข้อ
- น้ำหนักลด
- อัณฑะอักเสบ / บวม
- อาจพบอาการทางระบบหมุนเวียนโลหิต ระบบทางเดินอาหารและระบบประสาทร่วมด้วย

การชันสูตรโรคในคน
- เพาะแยกเชื้อ (เลือด น้ำในข้อกระดูก หรือ อื่นๆ)
- ตรวจทางซีรัมวิทยา
- ตรวจทางชีวโมเลกุล

การรักษา
รักษาภายใต้การดูแลของแพทย์โดยใช้ยา หลายชนิดร่วมกัน ระยะประมาณ 1 เดือนขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย)

การสูญเสียทางเศรษฐกิจ
ในฟาร์มแพะที่เกิดโรคบรูเซลโลสิสจะมีความสูญเสียรายได้เนื่องจากสัตว์แท้ง น้ำนมลดในกรณีแพะเนื้อเสียเวลาในการเลี้ยงเพื่อขาย เนื่องจากสัตว์แท้งลูก / เกิดก่อนกำหนด และอัตราการติดลูกต่ำ

ส่วนในคนที่เป็นโรคต้องสูญเสียเงินในการรักษา สูญเสียรายได้ในระหว่างหยุดงานและมีผลกระทบต่อสุขภาพจิต

การป้องกันโรคบรูเซลโลสิสในฟาร์มแพะ-แกะ
1. ไม่นำแพะที่เป็นโรคบรูเซลโลสิสหรือแพะที่มาจากฝูงที่เป็น โรคหรือมาจากฝูงที่ไม่เคยทดสอบโรคเข้ามาเลี้ยงในฟาร์ม
2. ทดสอบโรคบรูเซลโลสิสประจำปีอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง
3. กรณีที่พบสัตว์แท้งลูกให้เก็บลูกสัตว์ที่แท้ง รกส่งตรวจเพื่อหา สาเหตุของโรค
4. ปรับปรุงระบบสุขาภิบาลให้เหมาะสมในการป้องกันโรค
5. ใส่ถุงมือป้องกันการติดเชื้อโรคกรณีที่ต้องสัมผัสกับรก น้ำคร่ำหรือสิ่งคัดหลั่งจากระบบสืบพันธุ์
6. ไม่มีการใช้วัคซีนโรคบรูเซลโลสิสในแพะ แกะ

การควบคุมโรคในฟาร์มแพะ-แกะที่ติดโรคบรูเซลโลสิส
1. ไม่ควรเคลื่อนย้ายแพะ แกะ เข้า-ออกฟาร์มจนกว่าจะมั่นใจว่า ไม่มีแพะที่เป็นโรคอยู่ในฝูง
2. กำจัดแพะที่เป็นโรค
- กรณีเปอร์เซ็นต์การเป็นโรคในฝูงต่ำ ให้กำจัดตัวที่เป็นโรค ออกจากฝูงและตัวที่เหลือภายในฟาร์มให้ทดสอบโรคทุก 1-2 เดือน ติดต่อกันเพื่อกำจัดแพะที่ให้ผลบวกทางซีรัมวิทยาออกไปจากฝูงจน

กระทั่งไม่พบสัตว์ที่ให้ผลบวกทางซีรัมวิทยาต่อโรคบรูเซลโลสิสในฝูง ติดต่อกัน 3 ครั้ง
- กรณีเปอร์เซ็นต์การเป็นโรคให้ผลบวกทางซีรั่มวิทยาที่มี เปอร์เซ็นต์สูงให้กำจัดแพะทั้งฝูง
3. ทำลายเชื้อโรคในคอกแพะภายหลังกำจัดแพะที่เป็นโรค ออกจากฝูง
4. ทำลายรก น้ำคร่ำที่ถูกขับออกมาในขณะที่แพะคลอด หรือ แท้ง โดยการฝังทันทีที่เห็นและทำลายเชื้อโรค
5. ไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นๆ โดยเฉพาะเด็กเข้าในคอกแพะที่เป็นโรคโดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่สัตว์แท้งลูก
6. เกษตรกรผู้ที่สัมผัสกับสัตว์ที่เป็นโรค หรือสงสัยให้รีบปรึกษา แพทย์และแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เพื่อทดสอบโรคในฟาร์ม

การวินิจฉัยและชันสูตรโรคในแพะ-แกะ
1. การตรวจทางซีรัมวิทยา
- การคัดกรองโรคใช้วิธี Rose bengal test (RBT) มีวิธีการ แตกต่างจากการตรวจในโคเพื่อเพิ่มความไวในการทดสอบโรค
ใช้แอนติเจน Rose Bengal ของสำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ (ส.ท.ช.) กรมปศุสัตว์ ที่ผลิตจาก B. abortus ชนิดเดียวกับที่ใช้ในโค กระบือ สุกร ตามที่ OIE ให้คำแนะนำ เนื่องจากมีคุณสมบัติของ

แอนติเจนร่วมกัน ใช้หลักเกณฑ์การทดสอบในโค ซึ่งถ้าหากจะเพิ่มความไวของการทดสอบโรคจะมีการเปลี่ยนแปลงปริมาตรของซีรั่มที่ใช้ทดสอบโรคจากเดิม 25-30 ไมโครลิตร เป็น 75 ไมโครลิตร

และใช้แอนติเจน 25 ไมโครลิตร คนให้ผสมกันดี อ่านผลที่ 4 นาที
- การตรวจยืนยันใช้วิธี Complement fixation test (CFT) ร่วมกับ indirect ELISA (iELISA)
2. การเพาะแยกเชื้อและการตรวจทางชีวโมเลกุล